สถานการณ์การเมืองล่าสุดของประเทศจีนหลังจาก ‘สี จิ้นผิง’ (Xi Jinping) ได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการใหญ่ของพรรคคอมมิวนิสต์จีนติดต่อกันเป็นสมัยที่ 3 ภายในการประชุมคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน ชุดที่ 20 แบบเต็มคณะครั้งแรก ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 16-22 ตุลาคม 2022 ณ หอประชุมประชาชน กรุงปักกิ่ง หมายความว่าประธานาธิบดีสีจะยังคงรักษาตำแหน่งผู้มีอำนาจสูงสุดบนแผนดินมังกรต่อไปเป็นวาระที่ 3 อีกอย่างน้อย 5 ปี แม้จะมีวัยแตะหลักเกษียณราชการแล้วก็ตาม
นอกจากนี้ การประชุมดังกล่าวทางคณะกรรมการกลางของพรรคคอมมิวนิสต์จีน (Communist Party of China: CCP) ยังมีมติเห็นชอบแต่งตั้งให้ สี จิ้นผิง ดำรงตำแหน่งเป็นประธานคณะกรรมาธิการการทหารส่วนกลาง (Central Military Commission) รวมถึงมีการแต่งตั้ง 7 คณะกรรมการถาวรประจำกรมการเมืองชุดใหม่ (Politburo) ที่มีสี จิ้นผิง เป็นหนึ่งในนั้น
อีกหนึ่งประเด็นที่น่าสนใจคือ สุนทรพจน์ความยาว 104 นาที ที่เกี่ยวโยงถึงนโยบายการปกครองสาธารณรัฐประชาชนจีนในอนาคต โดยมีใจความสำคัญทั้งหมด 5 ข้อ คือ
1. จุดยืนต่อไต้หวันและฮ่องกงที่เน้นเป็นไปอย่าง ‘สันติ’ แต่พร้อมใช้ ‘กำลัง’ หากจำเป็น ดั่งเช่นการกวาดล้างเหล่านักศึกษา รวมไปถึงผู้เห็นต่างทางการเมือง
2. สัญญาว่าจะปรับเปลี่ยนกฎระเบียบด้านเศรษฐกิจ เพื่อกระจายความมั่งคั่งของประชาชนทุกระดับ ตามนโยบายแก้ไขเศรษฐกิจชะลอตัวและความเหลื่อมล้ำ
3. ประเด็นกำจัดนักการเมืองคอร์รัปชันจะยังคงเข้มงวดต่อไป หลังที่ผ่านมามีนักการเมืองที่ถูกสอบสวนมากถึงหลักล้านราย และส่วนใหญ่มักเป็นฝั่งที่อยู่ตรงข้ามกับประธานาธิบดีสี
4. นโยบายการเมืองต่างประเทศมีท่าทีเป็นไปอย่างแข็งกร้าว พร้อมที่จะขยายอิทธิพลต่อไป และเตือนประชาคมโลกว่าอย่าคิดแทรกแซง เพราะถือเป็นเรื่องการเมืองภายในของจีน พร้อมปฏิเสธข้อกล่าวหาที่จีนกำลังก่ออาชญากรรมมนุษย์ต่อชาวอุยกูร์ ในเขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ (Xinjiang Uyghur Autonomous Region)
5. ด้านสิ่งแวดล้อม ตั้งเป้าจะเป็นประเทศที่ปล่อยคาร์บอนเป็นศูนย์ภายในปี 2060 และยินดีสนับสนุนงบประมาณในด้านพลังงานทดแทน
อย่างไรก็ดี นัยสำคัญที่นานาชาติจับตามองกลับไม่ใช่นโยบายข้างต้น แต่เป็น ‘การควบรวมอำนาจ’ แบบเบ็ดเสร็จในมือ สี จิ้นผิง ตั้งแต่โครงสร้างบริหารภายในพรรค โดยเฉพาะสมาชิกโปลิตบูโร ที่เป็นคนใกล้ชิดของตนแทบทั้งสิ้น ไล่ตั้งแต่ จ้าว เล่อจี้ (Zhao Leji) หัวหน้าคณะกรรมการกลางเพื่อการสอบวินัย, ไช่ ฉี (Cai Qi) เลขาธิการพรรคประจำกรุงปักกิ่ง, หวัง ฮู่หนิง (Wang Huning) เลขาธิการคนที่ 1 ประจำสำนักเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์, ติง เซวียเสียง (Ding Xuexiang) ผู้อำนวยการสำนักงานทั่วไปพรรคคอมมิวนิสต์, หลี่ ซี (Li Xi) เสนาธิการพรรคประจำมณฑลกวางตุ้ง และหลี่ เฉียง ( (Li Qiang) เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ประจำนครเซี่ยงไฮ้ มือขวาคนสนิทที่ถูกวางตัวให้ขึ้นดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป แม้ที่ผ่านมาจะถูกโจมตีว่าล้มเหลวในการจัดการปัญหาโควิด-19 ช่วงล็อกดาวน์ ปี 2021 ขณะที่ด้านกองกำลังทหารก็สามารถกุมไว้ได้เรียบร้อยเช่นกัน
และเมื่อปรากฏภาพอดีตประธานาธิบดีฯ หู จิ่นเทา (Hu Jintao) ถูกหิ้วปีกเชิญตัวออกจากที่ประชุม หลังต้องการดูเอกสารฉบับหนึ่งที่อยู่ในมือของ สี จิ้นผิง ที่คาดการณ์ว่าเป็นรายละเอียดรายชื่อตำแหน่งโปลิตบูโรชุดใหม่ ที่ไร้วี่แววพรรคพวกจากฝั่งหู จิ่นเทา ยิ่งแสดงออกชัดเจนถึงความอหังการ หวังมุ่งเป้าล้างขั้วอำนาจเก่าอย่างแท้จริง และส่งผลให้สี จิ้นผิง กลายเป็นผู้นำประเทศที่มีบารมีทัดเทียมยุคท่านผู้นำเหมา เจ๋อตุง (Mao Tse-tung)