ประเด็นที่น่าสนใจของหนังสือ The Price of Tomorrow เขียนโดย Jeff Booth
- พิกัด Lazada/Shopee: https://9natree.top/book/ThePriceofTomorrow
- พิกัด Kinokuniya: https://9natree.top/p/Kinokuniya/ThePriceofTomorrow
- Kindle [EN] : https://www.amazon.com/dp/B08334WFSQ?tag=9natree-20
#ThePriceofTomorrow #รีวิวThePriceofTomorrow #สรุปThePriceofTomorrow #หนังสือThePriceofTomorrow
1.เทคโนโลยีเป็นแรงผลักดันให้เกิดภาวะเงินฝืดในระบบเศรษฐกิจโลกที่อิงกับอัตราเงินเฟ้ออย่างไร?
แหล่งข้อมูลเน้นย้ำว่าเทคโนโลยีเป็น "พลังเงินฝืดมหาศาล" เนื่องจากสามารถลดต้นทุนการผลิต การจัดจำหน่าย และสินค้าได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งขัดแย้งโดยตรงกับรูปแบบเศรษฐกิจที่อิงกับอัตราเงินเฟ้อ ซึ่งออกแบบมาให้หนี้สินสามารถชำระคืนได้ง่ายขึ้นเมื่อเวลาผ่านไปผ่านการลดมูลค่าของเงิน การเติบโตแบบก้าวกระโดดของเทคโนโลยีหมายความว่าสินค้าและบริการมีราคาถูกลงและมีคุณภาพดีขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่ระบบเศรษฐกิจของเราถูกสร้างขึ้นมาเพื่อการเติบโตและเงินเฟ้ออย่างต่อเนื่อง ความตึงเครียดนี้ทำให้เกิดความไม่เท่าเทียมกันของความมั่งคั่งและความแตกแยกทางสังคม เมื่อความพยายามในการสร้างเงินเฟ้อไม่สามารถต้านทานแรงกดดันจากภาวะเงินฝืดของเทคโนโลยีได้อีกต่อไป
2.การขยายตัวของหนี้สินทั่วโลกมีความเชื่อมโยงกับภาวะเงินฝืดที่เกิดจากเทคโนโลยีอย่างไร?
แหล่งข้อมูลชี้ว่าหนี้สินทั่วโลกได้ขยายตัวขึ้นอย่างมากตั้งแต่ปี 2000 เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม หนี้สินเมื่อรวมกับภาวะเงินฝืดจะกลายเป็นส่วนผสมที่ "เป็นพิษ" เนื่องจากผู้กู้ต้องจ่ายดอกเบี้ยเท่าเดิมในขณะที่รายได้ลดลง ทำให้มูลค่าจริงของหนี้เพิ่มขึ้นและมีโอกาสผิดนัดชำระหนี้มากขึ้น การที่ภาวะเงินฝืดที่เกิดจากเทคโนโลยีทำให้สินค้าและบริการถูกลงและต้องการแรงงานน้อยลง ยิ่งทำให้การสร้างรายได้ที่เพียงพอต่อการชำระหนี้ในระบบที่มีหนี้สินสูงเป็นเรื่องยากยิ่งขึ้น
3.ทำไมผู้กำหนดนโยบายจึงมีแนวโน้มที่จะใช้การพิมพ์เงินเพื่อแก้ไขวิกฤตหนี้?
ตามงานวิจัยของ Ray Dalio ที่อ้างถึงในแหล่งข้อมูล ผู้กำหนดนโยบายมีทางเลือกสี่ทางในการลดระดับหนี้และอัตราดอกเบี้ย ได้แก่ การลดค่าใช้จ่าย การผิดนัดชำระหนี้/การปรับโครงสร้างหนี้ การพิมพ์เงิน และการโอนเงินจากผู้มีมากไปสู่ผู้มีน้อย Dalio สรุปและผู้เขียนเห็นด้วยว่า "ผู้กำหนดนโยบายมักจะพิมพ์เงิน" เสมอ เพราะมาตรการเข้มงวดทำให้เกิดความเจ็บปวดมากกว่าประโยชน์ การปรับโครงสร้างหนี้ครั้งใหญ่ทำลายความมั่งคั่งเร็วเกินไป และการโอนความมั่งคั่งไม่เกิดขึ้นในขนาดที่เพียงพอหากไม่มีการปฏิวัติ การพิมพ์เงินถือเป็นวิธี "เตะปัญหานี้ออกไปอีกครั้ง" แม้ว่าผู้เขียนจะโต้แย้งว่าวิธีนี้จะไม่ใช่ทางออกที่ถูกต้องในครั้งนี้และจะทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงเท่านั้น
4.แนวคิดของ "การทำลายสรรค์สร้าง" ของ Joseph Schumpeter มีความสำคัญอย่างไรในบริบทของความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี?
การทำลายสรรค์สร้าง คือกระบวนการที่ผู้ประกอบการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ที่ disrupt การผูกขาดเดิมและสร้างการผูกขาดใหม่ขึ้นมา ซึ่งขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจในระบบทุนนิยม แหล่งข้อมูลระบุว่าความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีเร่งกระบวนการนี้ ทำให้บริษัทเดิมที่ไม่ได้ปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลงมีมูลค่าลดลงอย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนโต้แย้งว่าในปัจจุบัน การผูกขาดไม่ได้จำกัดอยู่แค่ธุรกิจใดธุรกิจหนึ่ง แต่เป็น "ระบบเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงกันทั้งหมดของเรา" และ "อคติเงินเฟ้อของเรา" ซึ่งกำลังเผชิญกับการทำลายสรรค์สร้างจากแรงกดดันภาวะเงินฝืดของเทคโนโลยี
5."ช่วงเวลา Minsky" คืออะไร และเกี่ยวข้องกับความเชื่อของผู้เขียนเกี่ยวกับบทบาทของรัฐบาลอย่างไร?
ช่วงเวลา Minsky คือจุดพลิกผันที่ฟองสบู่สินทรัพย์ที่ถูกขับเคลื่อนด้วยหนี้สินพังทลายลง ทำให้สินทรัพย์ขายได้ยากในทุกราคาและตลาดล่มสลาย Hyman Minsky นักเศรษฐศาสตร์เชื่อว่ารัฐบาลจะทำหน้าที่เป็นผู้ให้กู้ยืมสุดท้ายและช่วยเหลือตลาดเสมอเมื่อเผชิญกับการล่มสลายของระบบ แม้ว่าพวกเขาจะประกาศใช้กฎตลาดเสรีก็ตาม ผู้เขียนอ้างถึงแนวคิดนี้ โดยระบุว่า Minsky ตระหนักดีว่าการดำเนินการของรัฐบาลจะทำให้กระบวนการสร้างหนี้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องและเปิดโอกาสให้นำเครื่องมือใหม่ๆ มาใช้ ซึ่งสอดคล้องกับข้อโต้แย้งของผู้เขียนที่ว่าผู้กำหนดนโยบายจะเลือกที่จะพิมพ์เงินเพื่อหลีกเลี่ยงความเจ็บปวดระยะสั้น
6.กฎของมัวร์และความคิดแบบก้าวกระโดด อธิบายแรงกดดันภาวะเงินฝืดของเทคโนโลยีได้อย่างไร?
กฎของมัวร์ ซึ่งระบุว่าจำนวนทรานซิสเตอร์บนแผงวงจรพิมพ์จะเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าทุกๆ ประมาณ 18 เดือน...